วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2551

นิยายรัก


ตอนที่ 1 อรัมภบท

เริ่มต้นด้วยนิยามของคำว่ารัก หลายต่อหลายคนเรียกความรักทั้งหมดของชีวิต และอีกหลายคนรู้จักความรักว่าคือมารร้าย อย่างไรหล่ะ เหตุได้จึงมองต่างกันราวฟ้ากับดิน คำตอบอยู่ในใจของคน ๆ นั้น ประสบการณ์ในชีวิตของคนเราต่างการโดยสิ้นเชิง บางคนพบรักแรกตอนอนุบาลจดจำได้ดีจนกระทั้งโต กับอีกบางคนมีรักแรกแล้วก็เป็นรักเดียวของเขา โอ้!!!!!! น้อยคนนักที่เป็นแบบนี้

เช้าวันจันทร์กับฟ้าหลังฝนกระหน่ำหนักเมื่อคืนที่ผ่านมา เสียงน้องร้องต้อนรับวันใหม่กันอย่างคึกคักประดหนึ่งว่าเรื่งอร้าย ๆ ได้ผ่านพ้นไป ฉันตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกว่าทุกอย่างว่างเปล่า อย่างไรหล่ะก็วันนี้วันจันทร์ไม่ใช่เหรอ อ้อ ต้องไปทำงานแล้ว "เมื่อคนฝนตกหนักจัง ค่อยยังชั่วที่หยุดได้ ไม่งั้นไปทำงานไม่ทันแหง ๆ อาบน้ำดีกว่า" กับเช้าวันจันทร์แบบนี้อยากให้มีวันอาทิตย์สักสามวันจัง ทุกวันของฉันมักมีความรุ้สึกแบบนี้เสมอ เพราะอะไรน่ะทำไมมันไม่อยากทำอะไรเลย
"อาบน้ำเสร็จแล้วเดียวต้องแวะซื้อกาแฟทานหน่อย ไม่งั้นตายแน่ ๆ ง่วงตั้งแต่หลังตื่นนอนเลนเรา"

ฉันเดินออกจากบ้านด้วยความรู้สึกว่างเปล่าอย่างเคยชินทุกวันของฉันไม่ต่างกันเลย คือว่างเปล่า......................

"สวัสดีค่ะพี่ขอกาแฟเหมือนเดิมค่ะ"

ได้กาแฟแล้วเป้าหมายต่อไปคือที่ทำงาน ฉันขับรถไปเรื่อย ๆ กับกาแฟแก้วโปรด เป็นอย่างนี้มาหลายปีแล้วน่ะเหมือนว่าชีวิตมันขาดอะไรไปซักอย่าง ฉันเป็นหุ้นส่วนของบริษัทออกแบบตกแต่ภายในที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปีที่แล้วโดยมีหุ้นส่วนทั้งหมดสามคนคือฉันกับเพื่อนอีกสองคน คนหนึ่งคือ "หวาน" สวยหวานตามชื่อจริง ๆ หวานเป็นเพื่อนกับฉันตั้งแต่เรียนประถมเพราะว่าบ้านเราอยู่ใกล้กัน แต่หลังจากที่สอบเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยได้หวานต้องย้ายไปอยู่ที่เชียงใหม่ เราพบกันอีกครั้งหลังจากที่ต่างคนต่างเรียนจบ แน่นอนว่าฉันสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยในกรุงเทพนี้เอง แต่เรื่องที่ดีก็คือเราสองคนเรียนคณะเดียวกันแค่ต่างมหาวิทยาลัยเท่านั้นเอง พักเรื่องหวานเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน ใกล้ถึงบริษัทแล้ว เอาหล่ะแล้วพรุ่งนี้จะมาเล่าเรื่องหวานต่อ แล้วก็จะไม่ลืมหุ้นส่วนอีกคนหนึ่ง ขอบอกว่าคนนี้แมนมาก ๆ.

วันเสาร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2551

คุณมีความฝันไหม สำหรับฉันแล้ว ฉันมีความฝันทุกวัน ทางเรื่ืองงาน เรื่องส่วนตัว และอื่น ๆ อีกมากมาย ช่วงเวบาหนึ่งของชีวิตที่ฉันต้องเดินอยู่บนหนทางที่ไม่ได้เลือกเอง แต่เป็นเพียงความรู้สึกว่า นั้นเป็นสิ่งที่ฉันเลือก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความรู้สึกกลับบอกว่า ฉันมาทำอะไรอยู่ที่นี้ นี้ไม่ใช่ชีวิตของฉันเลย แล้วฉันจะทำยังไงดี คุณเคยรุ้สึกไหมว่า พรสวรรค์ มันมีอยู่จริง แต่การจะนำออกมาใช้นั้น ไม่ใช่ทุกคนที่มีโอกาส ฉันคนหนึ่งหล่ะ ความฝันของฉันถูกแทนที่ด้วยคำว่า เราน่าจะทำได้ (ตามใจคนอื่น) แต่แล้ว กว่าที่จะรู้สึกตัว พรสวรรค์เหล่านั้นก็ถูกลบไป ด้วยการเวลา ถ้าเป็นคุณคุณจะเสียใจใหม่ แต่สำหรับฉันแล้ว มันมากมายเหลือเกิน การค้นหาความต้องการของชีวิตยากยิ่งกว่า การสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยดัง ๆ เสียอีก แต่กับบางคน มันช่างง่ายดายเหลือเกิน คุณเป็นเหมือนกันไหม ที่ทุกครั้งเมื่อหลับตา ภาพที่วิ่งเข้ามาในสมองก็คือ วันวานที่แสนสุข กับการได้ทำในสิ่งที่ชอบและเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ นั้นเป็นความฝันที่ยากจะหวนกลับไป วันนี้การได้ยืนอยู่บนโลกใบนี้พร้อมกับ การก้าวเดินเพื่อตามหาความฝันครั้งใหม่ มันยากน่ะ แต่ก็ดูุมีความสุขมากกว่าการที่จะต้องเดิมตามความฝันของคนอื่น ที่สำคัญ เราคงต้องมองหาความฝันที่อยู่ข้างหน้าคงดีที่สุด ทิ้งความฝันและพรสวรรค์ ที่ผ่านมาไว้กับน้ำตาที่เคยมี เก็บไว้เพียงความรู้สึกที่เป็นประสบการณ์ แล้วก้าวเดินอย่างมั่นคง บนหนทาง เพื่อไปสู่จุดหมายที่ต้องการไปให้ถึง แล้วความฝันก็กลับมากอีกครั้ง..............................

วันศุกร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2551

เอาบทความซึ้ง ๆ มาฝาก

.+*+. เมื่อความรักเป็นเรื่องดี .+*+.

เมื่อความรักเป็นเรื่องดี
เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ สำหรับคนสองคน
แต่เมื่อเวลาผ่านไป
เมื่อวันที่คนสองคนมาถึง จุดสำคัญ หรือเรียกว่า จุดผันแปล
เมื่อคนสองคนมีกันดีอยู่แล้ว ทำไมจึงมีคนที่สามตามมา
ทำไมต้องมีน้ำตาสำหรับความรักของคนสองคน
และทำไมคนรักกัน จึงต้องมีคนนึงยอม ยอมทุกอย่าง
แต่อีกคนกลับมีความสุขบนความทุกข์ของคนอีกคน
ทำไมคนสองคนจึงต้องทำร้ายกันอยู่เสมอ
และทำไม คนสองคน จึงทำให้คนๆนึงแทบบ้า
เพราะคนๆนึง เป็นต้นเหตุให้คนๆนึงเสียใจ
แต่อีกคนนึงกลับมีความสุขกับคนๆนึง

และเมื่อคนๆนึงทำใจ และคนๆนึงกลับมาขอคืนดี
คนๆนึงก็อยากมีวันคืนที่ดีสำหรับเราสองคน
แค่ทุกอย่างเมื่อให้อภัย ก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม
คนๆนึงจึงควรทำอย่างไร
จะยังคงให้อภัยคนๆนึง และรักคนๆนึงอยู่อย่างนั้นต่อไป หรือ
เขาควรจะตัดใจ ตัดขาดจากคนๆนึง จบทุกความรู้สึก
และความทรงจำ ของคนสองคน
และความรักที่ใครต่อใครคิดว่าเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์
ที่ใครๆบอกว่าดี มีแต่ความสุข มีแต่รอยยิ้ม
แต่ทำไมสิ่งที่ฉันเจอ มันเป็นแค่เวลาชั่วคราว และเฉพาะตอนที่เขาต้องการเรา
แล้วเราก็ต้องกลับมานั่งร้องไห้ให้กับคนๆนึงที่ทำให้เจ็บช้ำตลอดเวลา
คนๆนึงสามารถทำให้คนๆนึง เจ็บปวดจนแทบบ้า
และจำไปตลอดชีวิตของเขากับคนๆนึงคนนี้



-----------------------------------------------------------------

ทุกๆสิ่งล้วนแล้วต้องมีอีกสิ่งเป็นส่วนประกอบ ซึ่งมันจะทำให้ค่าของ
สิ่งนั้นแสดงปฏิกิริยาได้ออกมาอย่างชัดเจน หากคุณไม่เจอกับสิ่งนั้นๆ
ซึ่งทำให้คุณเสียใจ คุณก็จะไม่รู้เลยว่าคุณกำลังถูกหลอก...หากคุณไม่รู้
ว่าคุณถูกหลอกคุณก็จะไม่ตาสว่าง เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องธรรมดาที่
ชีวิตของเราจะต้องเจอกับสิ่งต่างๆมากมาย ดิฉันก็เคยคิดเหมือนกัน
หากขาดคนๆนั้นไปคงจะรักใครอีกไม่ได้ หลังจากผ่านพ้นมาทุกอย่างก็ดีขึ้น
หัวใจมีแผลเป็นบ้างเล็กน้อย นั้นก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ซึ่งแสดงถึงความโลด
โผของหัวใจที่ได้หลงรักใคร อย่างน้อยมันก็เป็นหลักฐานยืนยันว่า
เราก็รักคนๆนึงเป็นเหมือนกันอย่างน้อยก็ได้เป็นบทเรียนว่ารักครั้งนี้มันช่าง
ช้ำแทบขาดใจ แต่อย่างไรเราก็ได้รับวัคซีนทำให้ใจเรานั้นเข้มแข็งขึ้นแล้วนะ
แต่อย่าดื้อยาจนใจแข็งเป็นหินล่ะเพราะนอกจากจะทำร้ายจิตของเราเองแล้ว
มันยังเป็นป้อมปราการที่ปิดโอกาสตัวเองแล้วคนอื่นอีกด้วย
อยากให้เปิดใจรับสิ่งใหม่ๆเข้ามา ไม่ใช่ให้นำมาแทนที่คนเก่านะ
แต่ใจคนเรามีที่พอที่จะเปิดรับคนใหม่ๆเข้ามาอยู่เสมอ ไม่ถูกใจไม่เป็นไร
สิ่งที่ยังหลงเหลือก็คือมิตรภาพ มันก็มีค่าพอๆกับความรักความหลงใหลไม่ใช่เหรอ


*******************************************

วันพฤหัสบดีที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2551

ชีวิตที่สับสน

เริ่มเรื่อง

เมื่อแรกเริ่มที่เราลืมตาดูโลก สิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือ "ร้องไห้" โดยที่ำไม่ต้องเรียนรู้มาก่อน หลายคนคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า "คนเราไม่มีอะไรที่เป็นมาตั้งแต่เกิดหรอก....."
แต่คงลืมไปว่า คนเราเกิดมาก็ร้องไห้เป็นแล้ว
อันที่จริงเรื่องนี้ก็ไม่ได้เกียวข้องกับสิ่งที่อยากจะแบ่งปันหรอก
เพียงแต่ว่า มันเป็นความรู้สึกที่วิ่งเข้ามาในสมองชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น



เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า "ชีวิตที่สับสน" โอ้ ทุกคนล่วนแล้วแต่สับสนในชีวิตกันทั้งนั้น ไม่มีใครมีความสุขกับทุกวินาทีในชีวิต พูดอย่างนี้หลายคนคงคิดว่า อ้าวแล้วจะบอกเล่าอะไรให้ฟังหล่ะ......

เอาไว้มาเขียนต่อก็แล้วกัน